ซีอิ๊ว ประวัติต้นกำเนิดของเครื่องปรุงรสที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

 

 ซีอิ๊ว ซอสปรุงรสที่มักถูกนำมาใช้โดยเฉพาะในร้านอาหารจีน แต่ซอสถั่วเหลือง (หรือ jiàngyóu ในภาษาจีน) ที่เป็นรากฐานหลักในรสชาติของอาหารจีน อาทิ การทำน้ำหมัก ซุป หรือซอส ซึ่งช่วยสร้างรสชาติใหม่ ๆ ให้กับอาหารได้อย่างน่าอัศจรรย์ และต้นกำเนิดของซอสชนิดนี้เกิดขึ้นเมื่อ 500 ปี ก่อนคริสตกาล

          ดังที่กล่าวมาต้นกำเนิด ซอสถั่วเหลืองเริ่มต้นขึ้นราว ๆ 500 ปี ก่อนคริสตกาลในประเทศจีน เวลานั้นเกลือค่อนข้างหายากและมีราคาแพง ผู้คนจึงพยายามหาวิธีการใช้เกลือให้คุ้มค่าและใช้ได้นานมากขึ้น ด้วยเหตุนี้การหมักซอสถั่วเหลืองและปลาจึงเกิดขึ้น

          ในช่วงราชวงศ์ฮั่นประมาณ 220 ปีก่อนคริสตศักราช ศาสนาพุทธเริ่มขยายเข้าสู่ประเทศจีน และในศีล 5 ตามหลักคำสอนของชาวพุทธ มีข้อหนึ่งที่ต้องละเว้นจากการทำอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต ดังนั้น ซอสหมักสูตรดั้งเดิมจึงถูกแบ่งรูปแบบการหมักออกเป็นสองประเภทที่แตกต่างกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ภิกษุสงฆ์และฆราวาสรับประทานอาหารที่ผลิตจากเนื้อสัตว์ จึงเกิดเป็น น้ำปลา และ เจียง (jiàngyóu) หรือ ซีอิ๊ว ก็กลายเป็นซอสทางเลือกของคนที่ทานมังสวิรัติ

          หลังจากนั้นซีอิ๊วก็เริ่มได้รับความนิยมในอาหารจีนสำหรับชาวพุทธศาสนามากขึ้น เนื่องจากเวลานั้น เจียง เป็นหนึ่งในสารปรุงแต่งรสเข้มข้นเพียงไม่กี่ชนิดที่มีอยู่ ซึ่งสามารถนำมาใช้เพื่อเพิ่มรสชาติของอาหารมังสวิรัติที่ค่อนข้างจืดชืดได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ผักที่มีกลิ่นฉุนสูง เช่น หัวหอม หอมใหญ่ กระเทียม และหอมแดง ถูกละเว้นโดยนักบวช เนื่องจากมีคำบอกเล่าว่าสารในผักที่มีกลิ่นฉุน สามารถกระตุ้นประสาทสัมผัสและเพิ่มความต้องการทางเพศได้ ดังนั้นการเลือกใช้ ซีอิ๊ว จึงช่วยเพิ่มรส และกลิ่นหอมทดแทนได้เป็นอย่างดี

          จนกระทั่ง ใกล้สิ้นศตวรรษที่ 7 พระสงฆ์ชาวญี่ปุ่นที่ศึกษาในประเทศจีนได้เดินทางกลับบ้านและนำวิธีการผลิตซีอิ๊วพร้อมกับคำสอนทางพุทธศาสนากลับประเทศด้วย แม้ว่าชนชั้นปกครองของญี่ปุ่นจะยอมรับ แต่ชาวพุทธกลุ่มแรกเหล่านี้ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักในญี่ปุ่นมากนัก

          ณ เวลานั้น มีคำเล่าขานกันว่า ความนิยมของซีอิ๊วเกิดขึ้นในญี่ปุ่นหลังปี ค.ศ. 1254 หรือก็คือตอนที่นักบวชนิกายเซนชาวญี่ปุ่นกลับมาจากประเทศจีนหลังจากเรียนรู้กระบวนการทำเต้าเจี้ยว และ เจียง ที่วัดเซนของจีน นักบวชที่กลับมาตั้งรกรากอยู่ในเมืองยัวสะ ประเทศญี่ปุ่น จึงเริ่มทดลองทำ เจียง ภายในวัด และด้วยสภาพแวดล้อม ภูมิอากาศของญี่ปุ่น รถชาติของ ซีอิ๊ว จึงเปลี่ยนไป ด้วยเหตุนี้ ซีอิ๊ว จึงถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “โชยุ” ซึ่งเป็นเครื่องปรุงรสเฉพาะของญี่ปุ่น ในช่วงราชวงศ์ ยามาโตะ ขึ้นปกครองประเทศ (ค.ศ. 250 - ค.ศ. 710)

          ในเวลาเดียวกัน  พุทธศาสนาเริ่มรุ่งเรืองมากขึ้น และการผลิตซอสถั่วเหลืองส่วนใหญ่ ถูกผลิตอยู่ภายในวัดเป็นกิจกรรมสำคัญ จนถึงช่วงปลายทศวรรษ 1600 โชยุ ถูกนำออกไปผลิตที่เมืองโนดะ (ปัจจุบันผลิตในจังหวัดชิบะ) และกลายเป็นที่มาของซอสถั่วเหลืองแบรนด์ Kikkoman ซอสที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น

ซีอิ๊วสู่ประเทศเกาหลี

          การผลิตซอสถั่วเหลืองที่เก่าแก่ที่สุดในเกาหลีดูเหมือนจะเริ่มต้นขึ้นก่อนยุคสามก๊ก หรือราว ๆ 57 ปี ก่อนคริสตกาล บันทึกสามก๊กตำรา ประวัติศาสตร์จีนที่เขียนและตีพิมพ์ในศตวรรษที่ 3 ระบุว่า "ชาว โกกู รยอ เก่งในการต้มถั่วเหลืองหมัก ทำให้ ganjang (ซอสถั่วเหลือง), doenjang (เต้าเจี้ยว), meju (ถั่วเหลืองบล็อก) และ jeotgal (อาหารทะเลเค็ม) มักใช้สำหรับพิธีแต่งงานของกษัตริย์ และเริ่มนิยมในหมู่ผู้คนทั่วไปมากขึ้นหลังจากช่วงกันดารอาหาร ในปี 1052" 

ซีอิ๊วสู่ยุโรป

          บันทึกของบริษัท Dutch East India ระบุว่าซีอิ๊วเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ในปี 1737 ถูกบรรจุอยู่ในถังขนาดใหญ่ ที่ส่งมาจาก เดจิมา ประเทศญี่ปุ่น ไปยังบาตาเวีย (ปัจจุบันคือจาการ์ตา) บนเกาะชวา และ เนเธอร์แลนด์ ในศตวรรษที่ 18 ชาวยุโรปไม่สามารถทำซอสถั่วเหลืองได้ เนื่องจากไม่มีเชื้อ Aspergillus oryzae ซึ่งเป็นเชื้อราที่ใช้ในการต้ม ดังนั้นซอสถั่วเหลืองของชาวยุโรปจึงทำขึ้นจากเห็ดพอร์โตเบลโลแทน

ซีอิ๊วสู่สหรัฐอเมริกา

          การผลิตซีอิ๊วครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาเริ่มขึ้นในฮาวาย ปี 1905 โดยบริษัท Yamajo Soy Co.ซึ่งได้เปลี่ยนชื่อ เป็นบริษัท Hawaiian Soy Company Ltd. ในปี 1909 และเริ่มจำหน่ายซอสถั่วเหลือง La Choy ที่ผลิตจากโปรตีนพืชไฮโดรไลซ์ในปี 1933 

          เหตุที่เรียกว่า ซีอิ๊วขาว : ซีอิ๊วในภาษาจีนหมายถึงการหมัก ส่วนขาวที่ตามหลัง ไม่ได้เรียกเพราะดูจากสีของตัวซอส แต่เพิ่มคำว่าขาวเข้าไปเพื่อสื่อถึงกระบวนการหมักซีอิ๊ว ไม่มีการเติมสี หรือสารเจือปน ความบริสุทธิ์ตามกระบวนหมักดังกล่าวจึงเป็นที่มาของคำว่า ขาว นั่นเอง

          “ชีวิตคนเราล้วนมีตัวแปรสู่ความสำเร็จที่แตกต่างกัน เช่นเดียวกับการหมักซอสถั่วเหลืองที่นำมาซึ่งรสชาติ กลิ่น และรส อันเป็นเอกลักษณ์ตามแต่ละสภาพแวดล้อม”

ที่มา :


https://creator.kapook.com/view261817.html

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

17 ประโยชน์จาก "เบียร์" แม้แต่ฟองขาวๆ ก็มีดีกว่าที่คุณคิด!!

อร่อยบอกต่อ "สูตรการทำหมูแดดเดียวทอด" ทำกินง่าย ทำขายก็ดี

เปิดสูตรลับ ผัดกะเพราแท้ๆ ต้องใส่อะไรบ้าง ถึงอร่อย

ยายสอนทำไข่เค็ม ได้ไข่แดงที่น่าทาน ทำไม่ยาก

แจกสูตรการทำหมูแดดเดียวทอด สูตรนี้อร่อยจริงยอมรับเลย อร่อยจนต้องบอกต่อ

ทอดหนังให้กรอบ ใช้ส่วนผสมไม่มาก กรอบนานไม่มีอมน้ำมัน

++ทำไก่ย่างธรรมดาๆโลกไม่จำ ชวนมาทำ "ไก่ย่างหนังกรอบ!!" หนังกร๊อบกรอบ เนื้อในนุ๊มนุ่ม สูตรเด็ดทำง่ายอร่อยมากจ้า++

สูตรน้ำจิ้มสุกี้แบบ MK ที่ใครๆก็ทำกินเองได้ อร่อยมากๆ

สูตร ไก่ทอดกรอบ สูตรเด็ดจากร้านดัง ทำกินเองได้ง่าย ๆ กรอบนอกนุ่มใน

เคล็ดลับทำ ซอสผัดไทย อร่อยไม่ต้องปรุงเพิ่ม สร้างอาชีพได้